Electricians Tips & Tricks

รวมบทความสาระน่ารู้ เทคนิคการปฏิบัติงาน และคู่มือการซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า มอเตอร์อุตสาหกรรม และเครื่องจักร เพื่อเป็นแนวทางในการบำรุงรักษาเชิงป้องกันและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

บริการซ่อมบำรุงมอเตอร์กันระเบิด Explosion-Proof Motor (EX Motor)

ซ่อมบำรุงมอเตอร์กันระเบิด (Explosion-Proof Motor / EX Motor)

มอเตอร์กันระเบิด หรือ Explosion-Proof Motor (EX Motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้งานในพื้นที่เสี่ยงภัยสูง เช่น โรงกลั่นน้ำมัน คลังสารเคมี และโรงงานปิโตรเคมี หัวใจหลักของมอเตอร์ชนิดนี้ไม่ใช่การป้องกันไม่ให้เกิดประกายไฟภายใน แต่คือการออกแบบโครงสร้าง (Flameproof Enclosure) เพื่อกักเก็บประกายไฟไม่ให้ออกไปจุดติดก๊าซหรือไอระเหยไวไฟภายนอก การซ่อมบำรุงผิดวิธีเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้มาตรฐานการกันระเบิดสูญเสียไปทันที ⚠️ 1. จุดอันตรายที่ห้ามซ่อมแซมมอเตอร์ EX ด้วยตัวเองเด็ดขาด 1.1 ระยะห่างหน้าสัมผัสร่องกันประกายไฟ (Flamepath Clearance) ขอบขวาประกบของฝาปิดและเสื้อแกนมอเตอร์ถูกเจาะกลึงมาด้วยค่าความละเอียดพิเศษ การขัดถูด้วยกระดาษทรายหยาบหรือทำให้เกิดรอยขีดข่วน จะทำให้เปลวไฟเล็ดลอดออกมาภายนอกได้ 1.2 การเลือกใช้ซีลและต่อเคเบิลแกลนด์ (Cable Gland) จุดต่อสายไฟเข้าตู้ Terminal Box ต้องใช้สายเคเบิลและซีลทนความร้อนเกรดเฉพาะทาง (Ex d / Ex e) ห้ามใช้เทปพันสายไฟหรือซีลยางทั่วไปแทนโดยเด็ดขาด 1.3 การควบคุมอุณหภูมิพื้นผิว (Temperature Class: T-Code) การพันขดลวดใหม่ ต้องใช้น้ำยาเคลือบฉนวนและลวดทองแดงที่สามารถควบคุมอุณหภูมิผิวภายนอกไม่ให้เกินเกณฑ์ T-Rating ของพื้นที่ติดตั้ง 🛡️ 2. มาตรฐานการซ่อมแซมมอเตอร์กันระเบิดโดยผู้เชี่ยวชาญ

ซ่อมบำรุงมอเตอร์กันระเบิด (Explosion-Proof Motor / EX Motor) Read More »

ช่างกำลังทำไดนามิกบาลานซ์ใบพัดพัดลมอุตสาหกรรม

ไดนามิกบาลานซ์ใบพัด (Dynamic Balancing)

พัดลมและโบลเวอร์อุตสาหกรรม (Industrial Blower) เมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่ง มักประสบปัญหาเครื่องสั่นสะเทือนรุนแรง เสียงดังผิดปกติ สาเหตุหลักกว่า 80% เกิดจาก ใบพัดไม่สมดุล (Impeller Unbalance) ซึ่งเกิดจากฝุ่น คราบสารเคมีเกาะติด หรือใบพัดสึกกร่อน การปล่อยให้เครื่องจักรสั่นสะเทือนเกินเกณฑ์มาตรฐาน ISO 10816 จะทำให้โครงสร้างฐานร้าวและตลับลูกปืนแตกชำรุดอย่างรวดเร็ว 📋 1. สาเหตุที่ทำให้ใบพัดเสียสมดุลทางกล 1.1 การสะสมของตะกรันและคราบน้ำมัน (Material Accumulation) คราบฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกในกระบวนการผลิตเข้าไปเกาะติดที่ใบพัดแต่ละด้านไม่เท่ากัน ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของใบพัดเบี่ยงเบนไปจากแนวแกนหมุนจริง 1.2 ใบพัดสึกกร่อนและหลุดร่อน (Corrosion & Erosion) การกัดกร่อนจากสารเคมีหรือไอความร้อน ทำให้เนื้อโลหะบนใบพัดแหว่งหายไป ส่งผลให้น้ำหนักสองฝั่งไม่เท่ากัน เกิดแรงหนีศูนย์กลางเหวี่ยงขณะหมุนรอบสูง 1.3 การดัดงอจากการถอดประกอบผิดวิธี การใช้ตอก เคาะ หรือรื้อถอดใบพัดโดยไม่มีอุปกรณ์ดูดเฉพาะทาง อาจทำให้ใบพัดเบี้ยวคด เสียศูนย์ถ่วงถาวรโดยไม่รู้ตัว 💡 2. ทำไมต้องถ่วงสมดุลด้วยเครื่อง Dynamic Balancing ตรวจเช็กความสั่นสะเทือนด้วย Vibration Analyzer: วิเคราะห์สเปกตรัมย่านความถี่ (FFT Spectrum)

ไดนามิกบาลานซ์ใบพัด (Dynamic Balancing) Read More »

ขดลวดสเตเตอร์มอเตอร์ไฟฟ้าและงานซ่อมแซมมอเตอร์

การเลือกชั้นเกรดฉนวน (Insulation Class) และงานพันขดลวด

งานซ่อมแซมและพันขดลวดมอเตอร์ไฟฟ้าอุตสาหกรรม (Motor Rewinding) เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความละเอียดและมาตรฐานทางวิศวกรรมขั้นสูง ปัญหาที่โรงงานอุตสาหกรรมมักพบหลังจากส่งมอเตอร์ไปซ่อมจากร้านทั่วไปคือ “ใช้งานได้ไม่นานแล้วมอเตอร์ไหม้ซ้ำ” ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการเลือกใช้เกรดลวดทองแดงและวัสดุฉนวนทนความร้อนที่ไม่ตรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรม 🔍 1. สัญญาณเตือนว่าฉนวนขดลวดมอเตอร์เริ่มเสื่อมสภาพ 1.1 ค่าความต้านทานฉนวนลดลง (Low Insulation Resistance) เมื่อทำการวัดค่าด้วยเครื่อง Megohmmeter แล้วพบว่าค่า Megohm ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แสดงว่าฉนวนของขดลวดเริ่มเกิดการรอยแตกร้าวหรือมีความชื้นเข้าไปสะสม 1.2 อุณหภูมิเสื้อมอเตอร์สูงผิดปกติ (Overheating) ความร้อนสะสมที่สูงเกินขีดจำกัดของชั้นฉนวน จะทำให้น้ำยาเคลือบ (Varnish) แห้งกรอบและหลุดร่อน ส่งผลให้เกิดการลัดวงจรระหว่างรอบขดลวด (Turn-to-Turn Short Circuit) 1.3 มีกลิ่นไหม้หรือคราบวานิชเปลี่ยนสี เมื่อสังเกตผ่านช่องระบายลมหรือรื้อตรวจสอบ แล้วพบว่าขดลวดทองแดงเปลี่ยนจากสีน้ำตาลทองเป็นสีดำเข้ม แสดงว่าฉนวนได้สูญเสียคุณสมบัติการป้องกันไปแล้วอย่างสิ้นเชิง 📊 2. ตารางระดับชั้นเกรดฉนวนทนความร้อน (Insulation Class Standard) วิศวกรโรงงานสามารถใช้อ้างอิงพิกัดอุณหภูมิสูงสุดของฉนวนขดลวดตามมาตรฐาน NEMA & IEC ได้ดังนี้: Class ฉนวน อุณหภูมิใช้งานสูงสุด ระดับความทนทานและการประยุกต์ใช้งาน Class B 130°C

การเลือกชั้นเกรดฉนวน (Insulation Class) และงานพันขดลวด Read More »

ช่างตรวจสอบและวัดกระแสไฟฟ้าภายในตู้ควบคุมไฟฟ้าด้วยแคลมป์มิเตอร์

มอเตอร์กินกระแสเกิน (Overcurrent) ทริปบ่อย

ในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้า (Industrial Motor) ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเครื่องจักร ปัญหาที่วิศวกรและทีมซ่อมบำรุงมักพบเจออยู่เป็นประจำคือ “มอเตอร์เกิดอาการกินกระแสเกิน (Overcurrent)” จนระบบป้องกัน (Overload Relay / VFD) สั่งตัดการทำงาน (Trip) ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้หรือฝืนกด Reset เปิดใช้งานต่อ อาจนำไปสู่การเกิดขดลวดไหม้ เพลาติดล็อก และเกิด Breakdown ในที่สุด 🔍 1. สาเหตุหลักที่ทำให้มอเตอร์เกิดภาวะกินกระแสเกิน 1.1 ปัญหาความบกพร่องของระบบฉนวน (Insulation Breakdown) เกิดจากการเสื่อมสภาพของน้ำยาเคลือบขดลวด (Varnish) หรือมีความชื้น ฝุ่น สารเคมีเข้าไปสะสมภายใน Stator ทำให้เกิดการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้าข้ามเฟส (Short to Phase) หรือลงดิน (Short to Ground) 1.2 ภาระทางกลเกินกำลัง (Mechanical Overload) เกิดจากความผิดปกติของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ เช่น ตลับลูกปืน (Bearing) ติดขัด ใบพัดโบลเวอร์ไม่อยู่ในสมดุล หรือแนวศูนย์เพลาคลาดเคลื่อน

มอเตอร์กินกระแสเกิน (Overcurrent) ทริปบ่อย Read More »

ขั้นตอนการตรวจเช็คและบำรุงรักษาเชิงป้องกันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ขนาดใหญ่

ขั้นตอนการตรวจเช็คและบำรุงรักษาเชิงป้องกันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ขนาดใหญ่

เครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือ เจนเนอเรเตอร์ (Generator) คือหัวใจสำคัญของระบบไฟฟ้าสำรองในโรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และอาคารสูง เพื่อป้องกันความเสียหายเมื่อเกิดเหตุไฟฟ้าดับกะทันหัน ทว่าหลายองค์กรมักมองข้ามการทำ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance: PM) อย่างถูกวิธี ทำให้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เครื่องกลับสตาร์ทไม่ติดหรือจ่ายไฟได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การวางระบบตรวจเช็คตามมาตรฐานวิศวกรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่สามารถละเลยได้ 📋 1. 3 ส่วนสำคัญในการทำ PM เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator Checklist) 1.1 การตรวจเช็คระบบต้นกำลัง (Engine System) ตรวจสอบและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง กรองน้ำมันเครื่อง และกรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามระยะเวลา ตรวจเช็คระบบระบายความร้อน ระดับน้ำในหม้อน้ำ สภาพสายพาน รวมถึงการตรวจสอบแบตเตอรี่สตาร์ทเครื่องยนต์ ทั้งระดับน้ำกลั่นและแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ให้อยู่ในสภาพพร้อมสตาร์ทตลอดเวลา 1.2 การตรวจสอบระบบอัลเตอร์เนเตอร์ (Alternator & Electrical Testing) ตรวจวัดค่าความต้านทานความเป็นฉนวนของขดลวด (Insulation Resistance Test) ทั้งฝั่ง Stator และ Rotor เพื่อป้องกันการลัดวงจร ตรวจสอบสภาพของระบบควบคุมแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ

ขั้นตอนการตรวจเช็คและบำรุงรักษาเชิงป้องกันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ขนาดใหญ่ Read More »

สาเหตุหลักที่ทำให้โบลเวอร์โรงงานอุตสาหกรรมเกิดการสั่นสะเทือน (Vibration) และแนวทางแก้ไข

สาเหตุหลักที่ทำให้โบลเวอร์โรงงานอุตสาหกรรมเกิดการสั่นสะเทือน (Vibration) และแนวทางแก้ไข

ในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม พัดลมและโบลเวอร์ขนาดใหญ่ (Industrial Blower / Fan System) ทำหน้าที่สำคัญในการส่งลม ดูดอากาศ หรือระบายความร้อนขบวนการผลิต ปัญหาที่วิศวกรและทีมซ่อมบำรุงมักพบเจออยู่เป็นประจำคือ “เครื่องจักรเกิดอาการสั่นสะเทือนสูงผิดปกติ (High Vibration)” ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่แก้ไข จะส่งผลเสียรุนแรงทำให้ตลับลูกปืน (Bearings) แตก เพลาคด หรือใบพัดฉีกขาด นำไปสู่การเกิด Breakdown และ Downtime มูลค่ามหาศาล 🔍 1. สาเหตุหลักที่ทำให้โบลเวอร์เกิดความสั่นสะเทือนสูง 1.1 ปัญหาใบพัดไม่สมดุล (Imbalance / Unbalance) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดถึง 70-80% เกิดจากการที่มีฝุ่น สารเคมี หรือสิ่งสกปรกไปเกาะติดที่ใบพัด (Impeller) หนาเกินไป หรือเกิดจากใบพัดสึกหรอจากการกัดกร่อน (Corrosion) ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของใบพัดเปลี่ยนไป เมื่อหมุนด้วยความเร็วสูงจึงเกิดแรงหนีศูนย์กลางเหวี่ยงทำให้เครื่องสั่นสะเทือน 1.2 แนวศูนย์เพลาคลาดเคลื่อน (Misalignment) เกิดจากแนวเส้นตรงของเพลามอเตอร์และเพลาของโบลเวอร์ไม่ตรงกัน (กรณีขับตรงผ่าน Coupling) หรือแนวพูลเล่ย์สายพานไม่ขนานกัน (กรณีขับผ่านสายพาน V-Belt) ทำให้เกิดความเค้นสะสมและแรงงัดที่ตัวตลับลูกปืนขณะเครื่องจักรหมุน 1.3

สาเหตุหลักที่ทำให้โบลเวอร์โรงงานอุตสาหกรรมเกิดการสั่นสะเทือน (Vibration) และแนวทางแก้ไข Read More »

ต้องขออภัยคุณต๊ะอย่างสูงครับ ทางบริษัทมีความจำเป็นต้องขอยกเลิกนัดเข้าดูหน้างานตอน 15.00 น. ในวันนี้ และต้องขออนุญาตผ่านงานซ่อมเคสนี้ไปก่อน เนื่องจากช่วงนี้ทางเราติดปัญหาเรื่องทรัพยากรและคิวงานครับ คู่มือบำรุงรักษามอเตอร์ไฟฟ้าอุตสาหกรรม (Preventive Maintenance) ตามมาตรฐาน ISO 9001:2015

คู่มือบำรุงรักษามอเตอร์ไฟฟ้าอุตสาหกรรม (Preventive Maintenance) ตามมาตรฐาน ISO 9001:2015

มอเตอร์ไฟฟ้าอุตสาหกรรม (Industrial Motor) คือต้นกำลังหลักที่ขับเคลื่อนเครื่องจักรหมุนในไลน์การผลิตแทบทุกประเภท หากมอเตอร์เกิดความเสียหายอย่างกะทันหัน (Breakdown) ย่อมส่งผลกระทบต่อแผนการผลิตโดยตรง การทำ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance: PM) ที่ได้มาตรฐานสากล ISO 9001:2015 จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องจักร ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมใหญ่ และสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยต่อการปฏิบัติงาน 📋 1. ขั้นตอนการตรวจสอบและบำรุงรักษามอเตอร์ประจำงวด (PM Checklist) 1.1 การตรวจสอบทางไฟฟ้า (Electrical Testing) ตรวจวัดค่าความต้านทานความเป็นฉนวนของขดลวด (Insulation Resistance Test) ด้วยเครื่อง Megger Test เพื่อเช็คว่าขดลวดเสื่อมสภาพหรือมีความชื้นฝังอยู่หรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบค่าความต่อเนื่องของขดลวด (Winding Resistance) และการวัดค่าดัชนีความเป็นฉนวน (Polarization Index: PI) สำหรับมอเตอร์ขนาดใหญ่ 1.2 การตรวจสอบทางกลและระบบส่งกำลัง (Mechanical Testing) ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเพลาและตลับลูกปืน (Bearings) เช็คระบบการหล่อลื่น (Lubrication) อัดจาระบีในปริมาณที่เหมาะสมตามสเปกผู้ผลิต ตรวจสอบสภาพของถ้วยแบริ่งและเสื้อเพลา ตลอดจนเช็คการยึดแน่นของสกรูฐานแท่นเครื่อง (Foundation

คู่มือบำรุงรักษามอเตอร์ไฟฟ้าอุตสาหกรรม (Preventive Maintenance) ตามมาตรฐาน ISO 9001:2015 Read More »

ทีมวิศวกรทำการตั้งศูนย์เพลา Laser Alignment มอเตอร์และเครื่องจักรหมุนหน้างานอย่างแม่นยำ พร้อมลด Downtime

ทำไมการทำ Laser Alignment จึงแม่นยำและประหยัดพลังงานได้มากกว่าการตั้งศูนย์แบบดั้งเดิม

ในการติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องจักรหมุนอุตสาหกรรม (Rotating Machinery) เช่น มอเตอร์ขับปั๊มน้ำ, โบลเวอร์ หรือชุดเกียร์ทด สิ่งที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาดคือการตั้งศูนย์เพลา (Shaft Alignment) ให้เที่ยงตรงในระดับมิลลิเมตร การปล่อยให้เกิดปัญหาศูนย์เพลาคลาดเคลื่อน (Misalignment) แม้เพียงเล็กน้อย จะทำให้เกิดแรงงัดมหาศาลกระทำต่อตลับลูกปืน ซีลกันรั่ว และคัปปลิ้ง ส่งผลให้เครื่องจักรกินกระแสไฟฟ้ามากขึ้นและชำรุดเสียหายก่อนเวลาอันควร 📊 1. เปรียบเทียบเทคโนโลยีการตั้งศูนย์เพลา: Dial Gauge vs Laser Alignment • การตั้งศูนย์แบบดั้งเดิม (Dial Gauge / Straight Edge) แม้จะเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันมานาน แต่การใช้ Dial Gauge มีข้อจำกัดสูงในเรื่องของความละเอียด (Human Error) จากการอ่านค่าสายตาของช่าง บาร์ของไดอัลเกจเกิดการตกท้องช้าง (Bar Sag) เมื่อต่อยาว และใช้เวลาในการคำนวณปรับแต่งแผ่นชิม (Shims) นานมาก ทำให้โรงงานต้องเสียเวลาหยุดเครื่องจักรนานเกินความจำเป็น • การตั้งศูนย์ด้วยระบบเลเซอร์คอมพิวเตอร์ (Laser Shaft Alignment) ใช้ลำแสงเลเซอร์ความละเอียดสูงยิงข้ามหากันระหว่างเพลา

ทำไมการทำ Laser Alignment จึงแม่นยำและประหยัดพลังงานได้มากกว่าการตั้งศูนย์แบบดั้งเดิม Read More »

การเลือกและเปลี่ยน Mechanical Seal สำหรับปั๊มน้ำอุตสาหกรรมในสภาวะความร้อนสูง

การเลือกและเปลี่ยน Mechanical Seal สำหรับปั๊มน้ำอุตสาหกรรมในสภาวะความร้อนสูง

ปั๊มน้ำอุตสาหกรรม (Industrial Pump) ที่ต้องทำงานร่วมกับของเหลวที่มีอุณหภูมิสูง เช่น น้ำป้อนหม้อต้ม (Boiler Feed Pump) หรือปั๊มในขบวนการเคมี มักจะประสบปัญหาการรั่วซึมบ่อยครั้ง ชิ้นส่วนที่รับภาระหนักที่สุดและเกิดความเสียหายได้ง่ายคือ Mechanical Seal ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ของเหลวรั่วไหลออกสู่ภายนอก การเลือกวัสดุและการเปลี่ยนชุดซีลที่ผิดพลาด ไม่เพียงแต่ทำให้ปั๊มพังไว แต่ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงในไลน์ผลิตอีกด้วย 🧪 1. การเลือกวัสดุ Mechanical Seal ให้เหมาะกับสภาวะความร้อนสูง ในสภาวะที่ของเหลวมีอุณหภูมิเกิน 100°C ขึ้นไป วัสดุมาตรฐานทั่วไปจะไม่สามารถทนทานได้ จำเป็นต้องเลือกใช้วัสดุเกรดพิเศษดังนี้: • หน้าสัมผัสของซีล (Seal Faces) แนะนำให้ใช้คู่หน้าสัมผัสประเภท Silicon Carbide vs Silicon Carbide (SiC/SiC) หรือ Tungsten Carbide เนื่องจากมีความแข็งแกร่งสูง ทนต่อการเสียดสี และระบายความร้อนได้ดีเยี่ยมเมื่อเทียบกับหน้าคาร์บอนทั่วไป • ซีลยางรองรับ (Secondary Seals / O-Rings) ยาง NBR หรือ

การเลือกและเปลี่ยน Mechanical Seal สำหรับปั๊มน้ำอุตสาหกรรมในสภาวะความร้อนสูง Read More »

กราฟวิเคราะห์สเปกตรัมความสั่นสะเทือน Vibration Spectrum Analysis ตรวจวัดความผิดปกติของมอเตอร์และเครื่องจักรกลอุตสาหกรรม

ถอดรหัสกราฟความถี่ความสั่นสะเทือน (Vibration Spectrum) เพื่อหาจุดบกพร่องของตลับลูกปืน

ในการทำบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) สำหรับเครื่องจักรหมุน การวัดค่าความสั่นสะเทือนโดยรวม (Overall Vibration) อาจบอกได้เพียงว่าเครื่องจักรมีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าชิ้นส่วนใดที่กำลังจะพัง เทคโนโลยีการวิเคราะห์ “กราฟความถี่ความสั่นสะเทือน” (Vibration Spectrum Analysis) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญเปรียบเสมือนการสแกนหาโรคของแพทย์ ช่วยให้เราสามารถเจาะลึกและเจาะจงจุดบกพร่องของตลับลูกปืน (Bearings) ได้ล่วงหน้าก่อนที่เครื่องจักรจะเกิดความเสียหายรุนแรง 📈 1. รู้จักกับความถี่ธรรมชาติของตลับลูกปืน (Bearing Defect Frequencies) ตลับลูกปืนแต่ละรุ่นจะมีค่าความถี่เฉพาะตัวเมื่อเกิดความเสียหายบนพื้นผิว ซึ่งคอมพิวเตอร์ในเครื่องวิเคราะห์ความสั่นสะเทือนจะคำนวณกราฟออกมาเป็นช่วงความถี่ (Peaks) ดังนี้: • BPFI (Ball Pass Frequency Inner Race) ความถี่ที่เกิดขึ้นเมื่อเม็ดลูกปืนวิ่งผ่านรอยสึกหรือความเสียหายบน **วงแหวนใน (Inner Race)** มักเกิดกราฟ Peak สูงเด่นในย่านความถี่จำเพาะ • BPFO (Ball Pass Frequency Outer Race) ความถี่ที่เกิดขึ้นเมื่อเม็ดลูกปืนวิ่งผ่านความเสียหายบน **วงแหวนนอก (Outer Race)** เป็นจุดที่ตรวจพบได้ง่ายที่สุดเนื่องจากแรงกระแทกจะส่งผ่านเสื้อแบริ่งโดยตรง •

ถอดรหัสกราฟความถี่ความสั่นสะเทือน (Vibration Spectrum) เพื่อหาจุดบกพร่องของตลับลูกปืน Read More »